สัมภาษณ์พี่หนึ่ง นักศึกษาแพทย์โปรแกรม MBBS จาก Capital Medical University

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

1.)แนะนำตัว เรียน ฝึกงาน
สวัสดีค่ะ พี่ชื่อหนึ่งนะคะ จบจาก Capital Medical university มณฑลปักกิ่ง ประเทศจีน batch2012 ค่ะ ฝึกงานเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรีค่ะ (แพทย์ฝึกหัดก็คือสถานะของเราช่วงที่หลายๆ คนเรียกว่าเป็นปี7 ค่ะ)

2.)แพทย์จีน
ที่ตอนนั้นเลือกเรียนที่จีนเพราะอยากเรียนแพทย์ด้วย อยากได้ภาษาด้วยค่ะ เพราะเดิมทีเป็นคนไม่ถนัดด้านภาษาเลย เรียนภาษาอังกฤษได้พอรู้เรื่อง เกรดก็โอเคนะ แต่เอาไปใช้จริงไม่ได้ เจอฝรั่งเมื่อไหร่ วิ่งหนีตลอด แต่พอช่วงม.6 เริ่มมีความคิดว่าเราควรมีความสามารถด้านภาษาติดตัวไว้บ้างนะ เดี๋ยวนี้ภาษาที่สองที่สามค่อนข้างสำคัญ จึงตัดสินใจตัดทางหนีตัวเอง โดยพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่บังคับใช้ภาษาเลย (แอบซาดิสม์เล็กๆ) นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว เดี๋ยวนี้คนจีนเข้ามาบ้านเราเยอะด้วย เลยอยากจะได้ด้านนี้ด้วยค่ะ

3.) 6 ปี
รู้สึกว่าได้ประสบการณ์ชีวิตหลายๆ อย่างที่คงไม่ได้พบเจอจากการเรียนในไทย ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมหลายๆ ประเทศ ได้เที่ยวหลายๆ ที่ ได้ใช้ภาษาจีนและอังกฤษในการสื่อสารทุกๆ วัน ไม่ได้เรียนหนักมากจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าสิ่งที่ได้จากการเรียนที่นั่นมันไม่พอกับการเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานที่ไทย ด้วยตัวหลักสูตรกับกฏหมายของประเทศเค้าทำให้มีข้อจำกัดหลายๆ อย่างในการฝึกงาน (ที่แม้แต่คนจีนเองก็ยังได้ฝึกเหมือนๆ กับเราเลย) ทำให้มีหลายๆ ครั้งที่รู้สึกท้อ พอต้องกลับมาฝึกงานที่ไทยก็ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ แต่ก็ผ่านมาได้จนถึงตอนนี้

4.) 4-6 ยาก แปลก
ความยากก็คงเป็นช่วงที่ขึ้นปี6 ใหม่ๆ ค่ะ ไปวันแรกคือฟังไม่รู้เรื่องเลย เรามีหน้าที่ตามราวด์ ตอนที่พี่เด้นท์เล่าเคสให้อาจารย์ฟัง เรารู้เรื่องแค่บางคำที่เราเรียนมา บางคำที่เพิ่งเคยเจอคืองงมากค่ะตอนนั้น แต่พอได้จดศัพท์กลับมาเปิดหาความหมาย เอาประวัติคนไข้กลับมานั่งแปลก็จะค่อยๆ รู้เรื่องขึ้นมาเอง แต่ในส่วนของโรคทางระบบประสาทนี่คือยากมาก ศัพท์เฉพาะทางที่ยังไม่เคยเรียนมีเยอะมาก สำหรับพี่ก็คือสามสัปดาห์ที่วนวอร์ดนั้นยังไม่พอให้ฟังอาจารย์กับพี่เด้นท์คุยกันได้รู้เรื่องทั้งหมด ส่วนความแปลกคงไม่ใช่คนไข้แปลกหรืออะไรแปลก พี่แปลกใจตัวเองมากกว่า ด้วยความที่หน้าไทยจ๋า ไปจีนแรกๆ ใครมองก็รู้ว่าพี่เป็นต่างชาติ ปีแรกเคยเจอคนจีนที่พยายามโก่งราคาสินค้าก็ออกบ่อย แต่ปี6 นี่กลับกันเลย คนไข้ในโรงพยาบาลคิดว่าพี่เป็นคนจีนทางใต้ เพราะเราพูดภาษาจีนกับเขาได้คล่องด้วยแหละ เขาเลยแปลกใจมากตอนที่รู้ว่าเราเป็นต่างชาติ เรื่องโก่งราคาอะไร เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้วด้วย 555

 

5.) อาจารย์ใหญ่
ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ค่ะ นักเรียนกลุ่มหนึ่งต่ออาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่ง ช่วยกันผ่าทีละชั้นๆ จากข้างนอกไปข้างใน ปกติจะเรียนกันช่วงบ่ายค่ะ หมดเวลาก็กลับกัน ไม่มีการมาขอผ่าหรือดูเพิ่มนอกเวลา ได้แค่ไหนก็แค่นั้นเลย

6.) ภาษาจีนที่รพ.จีน แนะนำน้อง
ได้ใช้ค่ะ ถ้าน้องขยันเรียนภาษาจีน ขยันใช้ภาษาจีนกับอาจารย์และคนไข้ ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลจะเป็นช่วงที่ภาษาจีนพัฒนาได้ไวที่สุดช่วงหนึ่งเลยค่ะ ถ้าน้องไม่ได้ภาษาจีนไปก่อน ช่วงที่ไปโรงพยาบาล น้องจะได้ประโยชน์จากการฝึกงานน้อยมากจนทำให้น้องรู้สึกไม่อยากไปโรงพยาบาลได้เลย พี่เลยอยากแนะนำให้ขยันเรียนภาษาจีนให้มากๆ ทั้งจีนทั่วไปและจีนการแพทย์ค่ะ แต่ความรู้ในห้องเรียนไม่ได้เพียงพอเสมอไป ไปถึงโรงพยาบาลน้องต้องขยันฟัง ขยันเปิดศัพท์ ช่วงแรกจะรู้สึกว่าเขาพูดกันเร็วมาก แต่พอชินแล้วก็จะฟังรู้เรื่องเอง ปกติอาจารย์ที่เขาคุมเราจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เท่าภาษาบ้านเขา ถ้าเราสามารถคุยหรือถามเขาเป็นภาษาจีนได้ ฟังเขารู้เรื่อง น้องจะได้ความรู้จากอาจารย์เยอะมาก เวลาราวด์กับอาจารย์ เวลาอาจารย์สอนพี่เด้นท์ เราก็จะพลอยได้ความรู้ไปด้วยค่ะ เวลาว่างๆ น้องสามารถไปขอซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ได้ค่ะ คนจีนเค้ามักจะตื่นเต้นที่เห็นคนต่างชาติพูดจีนได้ มักจะให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม แต่เราไม่ได้มีเคสที่ต้องดูแลเป็นของตัวเองค่ะ ส่วนใหญ่ก็ตามพี่เด้นท์กับอาจารย์ราวด์ค่ะ ช่วงสายๆ บ่ายๆ ไปขอซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ ขอทำหัตถการบางอย่าง หรือไปobserveในห้องผ่าตัดได้ค่ะ แล้วก็ที่สำคัญเลย ถ้าน้องคาดหวังจะถ้าภาษาจีนจากการไปเรียนจีน น้องต้องใช้ค่ะ ต้องคุยกับคนไข้และอาจารย์เป็นภาษาจีน ถ้าถือว่าเราเป็นเด็กอินเตอร์ เค้าต้องคุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษสิ น้องจะได้ภาษาจีนกลับไปแค่พอเอาตัวรอดได้ และได้ความรู้จากอาจารย์ไม่เต็มที่

7.) วางแผนสอบ
สอบให้เร็วที่สุด แล้วก็ผ่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะสำหรับขั้น 1-2 เพราะเมื่อสอบผ่านแล้ว โอกาสจะได้รับเลือกเป็นแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลที่อยากอยู่ก็จะมากขึ้นด้วย ถ้าสอบผ่านขั้น 1 ช้า ยิ่งนานไปก็จะยิ่งลืมค่ะ เพราะเนื้อหาขั้น1 เป็นพื้นฐานไว้ต่อยอดค่ะ แต่ไม่ใช่อะไรที่เราต้องใช้อยู่ทุกวัน กลับกัน ขั้น2-3 เป็นอะไรที่ถ้ายิ่งมีประสบการณ์ในโรงพยาบาลมาก ก็ยิ่งผ่านได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าจะรอผ่านโรงพยาบาลก่อนค่อยสอบก็คงต้องเหนื่อยอยู่เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจสอบให้ผ่านเป็นขั้นๆ ไปค่ะ ส่วนขั้น 3 มีสอบย่อย 3 อย่างค่ะ พี่เลือกสอบทุกอย่างในช่วงที่เป็นแพทย์ฝึกหัด ในส่วนของ MEQ กับ OSCE เป็นข้อสอบกลางใครๆ ก็สมัครได้ แต่ Long cse เป็นอะไรที่ต้องสอบตามโรงพยาบาลต่างๆ ถ้าโรงพยาบาลที่ฝึกอยู่มีให้สอบก็สะดวกหน่อย แต่ถ้าไม่ น้องก็ต้องตระเวนสมัครสอบ ซึ่งจำนวนคนที่จะได้สอบมีน้อยมากค่ะ แอบต้องใช้ดวงด้วยอ่ะงานนี้ แต่ทั้งหมดสามอย่างย่อยนี้ จะสอบไม่ได้ถ้าไม่ผ่านขั้น 1 และ 2 นะคะ

8.) เตรียมตัว
ตอนที่สอบผ่านก็ฟีลประมาณ “เฮ!!! ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไปสอบเพิ่มแล้ว!!!” บวกกับ “ในที่สุดก็ได้พักสักทีหลังจากที่จมกองหนังสือมานาน” แต่ดีใจได้ไม่นานก็ต้องท้อใหม่ เพราะต้องเตรียมตัวสอบขั้นต่อๆ ไปอีก เพราะงั้นถ้าผ่านภายในรอบเดียวก็จะจบไปเป็นอย่างๆ ไม่ต้องอ่านซ้ำ สอบซ้ำ อ่านเพิ่ม สอบใหม่ วนไปไม่สิ้นสุด เอาจริงๆ การต้องทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันเหนื่อยนะ ยิ่งนานก็ยิ่งจะท้อด้วยสิ เพราะงั้นปกติพี่จะเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ค่ะ ทำข้อสอบเก่าเยอะๆ ต้องมีวินัยในตัวเอง ไม่ทำตัวขี้เกียจ ตั้งเป้าสำหรับแต่ละวัน พยายามทำให้ถึง ไม่ไหวเมื่อไหร่ก็พัก ไม่ฝืนอ่านต่อ กินให้อิ่ม พักให้พอ แล้วค่อยเริ่มใหม่ในวันรุ่งขึ้น อันนี้เป็นสไตล์การอ่านของพี่ แต่ละคนอาจจะมีวิธีที่ไม่เหมือนกันก็ได้ หาวิธีที่เข้ากับตัวเอง แล้วก็พยายามตามนั้นค่ะ แต่ที่สำคัญการที่ไม่ไหวแล้วพักกับการผลัดวันประกันพรุ่งอาจจะดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันนะ

9.) ยากสุด
พาร์ทที่ยากที่สุดสำหรับพี่คือขั้น2 ค่ะ คนอื่นๆ มักบอกว่าขั้น1 ยากสุด แต่สำหรับพี่ ขั้น1 เป็นพาร์ทที่กว้าง หาอะไรมาออกข้อสอบได้เยอะ เลยรู้สึกว่าเก็งยาก แต่ขั้น2 เป็นขั้นที่ต้องใช้ความรู้คลินิก เวลาทำโจทย์ แต่ละข้อมีเฉลยจากหลายสำนักซึ่งบางทีก็ไม่เหมือนกัน ทำเอางงเลยว่าจะเชื่ออันไหนดี แต่ที่เชื่อได้จริงๆ คือไกด์ไลน์ค่ะ แต่ตอนนั้นเราไม่ค่อยรู้ว่าเค้าหาไกด์ไลน์จากที่ไหนกัน ไกด์ไลน์ปีไหนที่อัพเดตที่สุด ปรึกษาอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะไกด์ไลน์แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เลยรู้สึกว่ายาก ต่างจากขั้น1 ที่ต่อให้เนื้อหาจะกว้าง แต่คำตอบข้อหนึ่ง หาจากเน็ตได้ง่ายๆ

10.) ยื่นฝึก ที่ ความยาก
วิธีการยื่นเรื่องเป็นแพทย์ฝึกหัดไม่ยากค่ะ มันเป็นการยื่นเรื่องผ่านแพทยสภา เลือกโรงพยาบาลที่อยากฝึก ของปีพี่เขาให้เลือก 2 อันดับ พี่ได้โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชาค่ะ เป็นแพทย์ฝึกหัดรุ่นแรกของที่นั่นเลย ส่วนความยาก สำหรับคนที่ผ่านทั้งขั้น1 และ2 โอกาสได้ค่อนข้างสูงเลยค่ะ ถ้ายังไม่ผ่านครบสองขั้น อย่างน้อยๆ ถ้าผ่านขั้น1 ก็มีโอกาสติดเป็นลำดับรองลงมา โอกาสได้ค่อนข้างสูงเลยเมื่อเทียบกับคนที่ยังไม่ผ่านสักขั้น

11.) วิธีเลือกเรา
อันดับแรกเลยคือผลการสอบขั้น1 และ 2 ค่ะ อย่างต่อมาก็เกรดที่มหาลัย ประสบการณ์การอิเล็คทีฟหรือก็คือการฝึกงานในโรงพยาบาล เขามักจะอยากได้คนที่มีประสบการณ์ ทำงานเป็นค่ะ ตอนสอบสัมภาษณ์ มีถามว่าเคยไปฝึกที่ไหนมามั้ย ตอนนั้นเขาให้เราทำอะไร เคยทำหัตถการอะไรมาแล้วบ้าง แล้วก็แอบมีถามความรู้ขั้น2 ด้วยนะ

10.) วางแผน
ตอนนี้สอบผ่านทั้ง 3 ขั้นแล้วค่ะ รอยื่นเอกสารให้ศรว.และแพทยสภารับรองเพื่ออกเลขว.ค่ะ หลังจากนี้ก็วางแผนชีวิตไว้ว่าจะไปสมัครโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้ๆ บ้าน เพื่อเพิ่มพูนทักษะเป็นอินเทิร์น1 จากนั้นก็อยากจะขอทุนไปเรียนต่อเฉพาะทางค่ะ พอดีว่าสาขาที่อยากเรียนเขาบังคับเพิ่มพูนทักษะก่อน 1 ปี ถึงจะไปต่อได้น่ะค่ะ

11.) รัฐกับเอกชน
สมัครได้ทั้งรัฐและเอกชนค่ะ ถ้าน้องไม่ได้อยากเรียนต่อก็ไม่จำเป็นต้องสมัครเป็นอินเทิร์น1 ในโรงพยาบาลรัฐ แต่อาจารย์พี่เคยบอกว่าถ้าน้องยังไม่มั่นใจในตัวเองมากพอ อย่าเพิ่งรีบทำงานในโรงพยาบาลเอกชน หากน้องถูกฟ้องในโรงพยาบาลรัฐ เรื่องมันเข้าโรงพยาบาล โรงพยาบาลจะมีส่วนต้องรับผิดชอบ เขาจะซัพพอร์ตน้องได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับเอกชน ถ้าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างจะเข้าตัวน้อง น้องต้องรับผิดชอบเองเต็มๆ ค่ะ อันนี้ไม่ได้จะขู่ให้กลัวนะ แค่เมื่อน้องจบมาแล้วมั่นใจในทักษะของตัวเองมากพอ จะต่อเอกชนเลยก็ย่อมได้ค่ะ

12.) ยากที่สุด
สำหรับตอนที่เรียน ก็เป็นช่วงปรับตัวช่วงแรกๆ ค่ะ ต้องปรับตัวกับวัฒนธรรม ปรับตัวเรื่องภาษา แต่พอผ่านมาได้ก็โอเคเลย ส่วนตอนฝึกงาน ก็ช่วงแรกเหมือนกันค่ะ ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะมาตอนแรก เรายังไม่ค่อยรู้ระบบการทำงานของที่ไทย หัตถการหลายอย่างยังไม่เคยทำ เขียนออเดอร์สั่งยาก็ไม่เคยเขียน ที่สำคัญคือเรื่องวิธีการวินิจฉัยโรคที่ไม่เหมือนกัน ด้วยความที่ประเทศจีนเค้ามีงบเยอะ เราวินิจฉัยโรคเบื้องต้นไว้ แล้วก็ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ส่งฟิล์มได้เต็มที่เพื่อการวินิจฉัย เอาผลแลปกับฟิล์มมา วิเคราะห์ร่วมด้วย แล้ววินิจฉัยได้ไม่ยากมากค่ะ แต่สำหรับที่ไทย การจะตรวจอะไรต้องคุ้มค่า ต้องคิดให้ดีก่อนว่าต้องส่งตรวจอะไรที่จะคุ้มที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรคนั้นๆ ถ้าตรวจไม่เจออะไร ต้องมีแผนสำรองแล้วส่งตรวจเพิ่มเป็นขั้นเป็นตอนไป ไม่สามารถส่งตรวจทุกอย่างในคราวเดียวกันได้ ด้วยความที่วิธีการที่ใช้วินิจฉัยโรคไม่เหมือนกัน สิ่งนี้เลยเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการปรับตัว เพราะหัวใจหลักของการเป็นแพทย์คือการวินิจฉัยโรค ต้องอ่านเพิ่มหรือหาคนสอนเอาเองค่ะ

13.) ความประทับใจ
สิ่งที่ประทับใจจากการที่ได้ไปเรียนจีนมา คือการที่ได้ภาษากลับมาอย่างที่หวังค่ะ เจอคนไข้ต่างชาติพี่ก็ไม่หนีแล้วนะเดี๋ยวนี้ ลุยเข้าไปคุยได้เลย ส่วนคนจีน ถึงแม้ในโรงพยาบาลรัฐจะมีคนจีนมาใช้บริการไม่เยอะ แต่ก็มีบ้างเหมือนกัน พี่รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มีคนขอให้ช่วยไปคุยกับคนไข้จีนให้ มันทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยตัวเราก็ทำประโยชน์ได้

14.) กำลังใจ
อย่างที่พี่แน็ตบอก พี่ทำได้ น้องก็ทำได้จริงๆ ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับตัวเราค่ะ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่แล้วค่ะ อยู่ที่ว่าน้องจะพอใจข้อดีที่เขามีมั้ย แล้วรับได้กับข้อเสียของเขาหรือเปล่า ปกติแล้วคนในสังคมเขาก็มองภาพรวมก่อนอยู่แล้ว ถ้าส่วนรวมทำอะไรไม่ดีไว้ เราก็ถูกเหมารวมว่าไม่ดีอยู่แล้ว แค่เราไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ พยายามในส่วนของเราให้ดีที่สุด แล้วคนรอบข้างก็จะค่อยๆ มองเราที่เป็นเราแทนที่จะมองเราแบบเหมารวมในที่สุด ถ้าน้องขยัน ตั้งใจ คิดบวก และมีความพยายามเพียงพอ ไม่ว่าอะไรก็จะผ่านไปได้หมดค่ะ สู้ๆ นะคะ พี่ก็จะเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนนะ