fbpx

คลิปสัมภาษณ์ ผู้ปกครองน้องเกียร์ แพทยศาสตร์ Fudan University

วันนี้เรามาสัมภาษณ์กับผู้ปกครองของเด็กแพทย์ที่เพิ่งได้รับจากตอบรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย Fudan University กันนะคะ

ว่าผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างไรกับการสอบเข้าของน้อง และกว่าทางมหาวิทยาลัยจะตอบรับน้องให้เข้าศึกษาต่อ ลุ้นกันขนาดไหนค่ะ..

แนะนำตัวหน่อยค่ะ เป็นผู้ปกครองของน้องอะไรค่ะ

ผม สุวัฒน์ บริการพานิชไพศาล เป็นพ่อของน้องเกียร์ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัทเวริ์ดแก๊ส ประเทศไทย จำกัด ในระดับผู้บริหารคุมบรรจุ และ ดิฉันนางวิสาครินทร์ บริการพานิชไพศาล ทำงานอยู่ที่บริษัทวรรณวิท เมนูแฟ็คทอลิ่ง เป็นบริษัทในเครือของฮาตาริ อิเล็กทริค

น้องเกียร์เรียนจบจากที่ไหน และกำลังจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหนค่ะ

พ่อแม่วางแผนการเรียนเริ่มต้นตั้งแต่เด็กอยากให้น้องได้ภาษาอังกฤษเยอะๆ เลยให้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่กรุงเทพคริสเตียน เรียนจนถึง ม.4 ก็ส่งไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ที่ South Huston school ,USA ครึ่งเทอม พอกลับมาจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียน Green River community college เพราะเค้ามีหลักสูตรพิเศษ คือหลักสูตร High school pass คือ เด็กสามารถเรียนชั้นเกรด 11,12 ควบได้เลย ถ้าเด็กมีความสามารถในการเรียน ซึ่งปกติจะต้องเรียน 2 ปี แต่เนื่องจากโรงเรียน นี้นักเรียนสามารถลงหน่วยกิจเยอะๆได้ ถ้าเด็กเรียนได้ ก็สามารถจบเร็วได้ น้องเกียร์ เค้าก็ลงเรียนเต็มที่ และทำให้เค้าสามารถจบ High school ได้ภายในหนึ่งปี ซึ่ง High school ที่น้องได้จะเป็นของรัฐวอชิงตัน เป็นผู้รับรองจบในระดับ high School โดยเกรดที่จบมาคือ ได้เกรด 4 up

ทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงตัดสินใจให้น้องไปเรียนต่อแพทย์ที่ประเทศจีนค่ะ เลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยใดในประเทศจีน และเหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยนี้

น้องตั้งแต่เรียนมัธยม น้องจะเป็นคนที่มีจิตอาสา น้องเป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคน เวลามีกิจกรรมต่างๆ ไปบ้านคนชรา ชอบอาสา ชอบช่วยเหลือคน เลยบอกเค้าว่าอาชีพที่น่าจะเหมาะกับค้าก็คือน่าจะเป็นหมอ แต่ก็ไม่ได้บังคับ คุยไปคุยมา น้องเลยเลือกที่จะเป็นหมอ คุณแม่เลยให้น้องเริ่มวางแผน เตรียมตัว ว่าถ้าจะเป็นหมอต้องเรียนอะไร เนื่องจากน้องจบอินเตอร์มา ก็เลยมองถึงอนาคตของเค้า ว่าอีกไม่นานจะเปิด AEC ถ้าเป็นหมอเมืองไทยการแข่งขันค่อนข้างสูง และหลักสูตรต้องสอบเยอะ และน้องไปเรียนเมืองนอกหลังสูตรจะเน้นไปที่กระบวนการคิด ก็เลยมองว่าถ้าเรียนแพทย์ก็ต้องเป็นแพทย์อินเตอร์ ก็เลยมองถึงประเทศจีน เพราะมันใกล้บ้านเรา วัฒนธรรมต่างๆ อะไร ความเป็นอยู่และก็การไปมาก็สะดวก เลยมองแพทย์เมืองจีนให้กับเค้า และเริ่มหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต Google ในนั้นก็จะบอกว่าเรียนแพทย์ในประเทศจีนดีอย่างไร ควรติดต่อที่ไหนอะไรอย่างไร สถาบันมีกี่แห่ง อย่างไรบ้าง และ Ranking เป็นอย่างไร เมื่อเราเห็นว่า Ranking ที่ดีที่เหมาะ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้น้องได้เรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ติดอันดับเพราะมันก็เป็นการการันตี ในเรื่องการเรียนการสอน เป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ เพราะ Professor เก่ง เพราะฉะนั้นก็ต้องดู Ranking ของ Top 10 ว่ามีอะไรบ้าง และก็จะดูว่าเราเองไม่ได้ชำนาญในเรื่องของภาษาจีน จึงต้องอาศัยเอเจนซี่ ก็ต้องดูว่า เอเจนซี่ในแต่ละที่เป็นตัวแทนการสมัครที่ไหนบ้าง และตอนนั้นที่เลือกมาทั้งหมดก็จะมีของ Fudan University, Capital Medical University, Sun-Yat-Sen และ Zhejiang University

หาข้อมูลจากที่ไหนค่ะ และทำไมถึงตัดสินใจเลือกใช้บริการของ NT Education เป็นผู้ดำเนินการสมัครและให้คำแนะนำในการไปเรียนศึกษาต่อ

ที่เลือก NT เนื่องจาก เวปไซด์ดูดี และน่าเชื่อถือ มีการให้ข้อมูลแพทย์ที่ต่างๆอย่างละเอียด ในหลายหลักสูตร มีแขนงในรายสาขา ให้ข้อมูลรายละเอียดครบถ้วน จากที่ดูจากหลายๆที่ ที่นี่ให้ข้อมูลดี ทำให้เราคิดว่าก็ไม่แปลกที่จะลองเข้ามาปรึกษากับที่นี่ดู

เมื่อเลือกสมัครกับ NT Education แล้วมีความรู้สึกอย่างไรบ้างค่ะ

เมื่อเข้ามาแล้วประทับใจ เพราะทีมงาน น้องๆแต่ละคนให้ข้อมูลในรายละเอียดดี ว่าสงสัยตรงไหนไม่เบื่อที่จะตอบเรา เพราะแน่นอนว่าบางทีอาจจะต้องตอบในหลายๆคน ซ้ำๆ แต่ว่า ทางผู้ปกครองที่เข้ามาเค้าไม่ได้รู้ข้อมูลเหล่านั้น น้องก็ตั้งใจในการตอบให้ข้อมูล แล้วก็บอกถึงความเป็นไปได้ด้วยว่าความเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งน้องเกียร์เลือกที่จะสมัคร ไป 3 ที่ Fudan University, Capital Medical University, และ Zhejiang University ผลน้องได้รับการตอบรับทุกที่ แต่ที่อยากได้มากที่สุดก็ตอบรับมาช้าสุด คือ Fudan University

คุณแม่คิดว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้น้องได้รับการตอบรับค่ะ

ต้องบอกว่าทีมงานของ NT เป็นคนที่แนะนำได้เป็นอย่างดี และทางทีมงานก็แจ้งว่าต้องให้ข้อมูลอย่างไรและ เรียบเรียงอย่างไรดีที่สุด เพราะคุณพ่อ คุณแม่มาติดต่อ NT ก่อนครึ่งปีเลย ตั้งแต่ก่อนที่น้องจะเรียนจบ high school และเมื่อตอนนี้เมื่อเรารู้ ว่าจะต้องมีจดหมาย แนะนำจาก Professor เราก็บอกลูกชายว่า จะต้องขอจดหมายแนะนำ ว่าอย่างน้อยต้องมีกี่ฉบับ และตัวน้องเอง ก็ต้องมีเวลา ที่จะจัดเตรียมเอกสารต่างๆ การทำเกรดให้ดี และการทำคะแนน IELTs ต้องให้ได้คะแนนที่ดีตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ ต้องวางแผนเลยว่าเค้าต้องตั้งใจ อันนี้เป็นหน้าที่ของเค้าละ และก็คอยตามเอกสารต่างๆให้ครบ เมื่อได้เอกสารทั้งหมดมาก็มาจัด Portfolio อันนี้ต้องบอกว่าโชคดีที่น้องเป็นคนทำกิจกรรมเยอะ เพราะฉะนั้น เรื่องกิจกรรมก็จะมีใบประกาศเยอะ ว่าเป็นเด็กเรียนดี ไปแข่งขันทางคณิตศาสตร์เค้าก็จะได้รางวัลด้วย ทุกอย่างพอร์ตของเค้า เค้าเก็บข้อมูลไว้หมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจัดเข้าไป เป็นสิ่งที่ NT แนะนำเราว่าอันนี้ต้องใส่เข้าไป NT แนะนำว่าเรามีดีอะไรก็ต้องใส่เค้าไป

หลังจากที่ ยื่นสมัครและในขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ ในระหว่างนั้น น้องเตรียมความพร้อมอย่างไรค่ะ

ของน้องเกียร์ เค้าจบ High School เร็ว ทางคุณแม่เลยมองว่ากว่าเค้าจะไปเรียนหมอต้องเดือนกันยายน เพราะฉะนั้น เค้ายังมีเวลาเหลือ อยากให้ไปเรียนภาษา เลยส่งไปเรียนภาษาที่จีน

หลังจากที่น้องเรียนจบแล้ว คุณพ่อวางแผนในอนาคตอย่างไรต่อไปค่ะ

ก็สนับสนุนเค้าเต็มที่ และจะไม่ไปกดดันเค้า ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของเค้า

อยากให้คุณพ่อ แชร์ประสบการณ์ ของการส่ง บุตรหลานไปที่เรียนต่อแพทย์ที่ประเทศจีน ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร มีหลักในการตัดสินใจอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ปกครอง และน้องๆ ที่กำลังวางแผนจะไปเรียนต่อในหลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ประเทศจีนค่ะ

ผมคิดว่า ต้องดูตั้งแต่มัธยมต้นเลย ว่าพฤติกรรมเค้าเป็นอย่างไร พอดีของน้องเกียร์พอดีสอดคล้อง เค้าทำกิจกกรมและมันมีใบประกาศมาซึ่งมันสามารถพิสูจน์พฤติกรรมเค้าได้ แต่เด็กบางคน เค้าไม่ได้มีอะไรมาสนับสนุนตรงนี้ เพื่อมาโชว์ใน Portfolio แสดงศักยภาพ สมมติเค้าไม่มีกิจกกรม หรือไม่มีอะไรมาแสดงศักยภาพตัวเอง ตรงนี้ผมคิดว่าเค้าควรจะเริ่มมาตั้งแต่มัธยมต้นว่า เป้าหมายชีวิต เค้าต้องการอะไรกันแน่ เค้ามีศักยภาพแค่ไหน ชอบตรงไหน และก็เตรียมตัวมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะไม่งั้นมาคิดเอาตอน ม.5 ม.6 มันค่อนข้างสาย

จริงๆ ผมคิดว่าเด็กแต่ละคน ควรเอาความชอบตัวเองเป็นหลักว่าเด็กชอบอะไร และเอาความชอบมา ถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ แรกๆ ได้เปรียบ ถ้ารู้ตั้งแต่ ม.2 ม.3 ก็วางแผนมา เอาความชอบเป็นหลักและใช้ความพยายามมุ่งมั่นไป